อะไรคือ Unicode

posted on 26 Apr 2005 10:46 by chuang

Unicode กำหนดหมายเลขเฉพาะสำหรับทุกอักขระ
โดยไม่สนใจว่าเป็นแพล็ตฟอร์มใด
ไม่ขึ้นกับว่าจะเป็นโปรแกรมใด
และไม่ว่าจะเป็นภาษาใด

โดยพื้นฐานแล้ว, คอมพิวเตอร์จะเกี่ยวข้องกับเรื่องของตัวเลข. คอมพิวเตอร์จัดเก็บตัวอักษรและอักขระอื่นๆ โดยการกำหนดหมายเลขให้สำหรับแต่ละตัว. ก่อนหน้าที่๊ Unicode จะถูกสร้างขึ้น, ได้มีระบบ encoding อยู่หลายร้อยระบบสำหรับการกำหนดหมายเลขเหล่านี้. ไม่มี encoding ใดที่มีจำนวนตัวอักขระมากเพียงพอ: ยกตัวอย่างเช่น, เฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรปเพียงแห่งเดียว ก็ต้องการหลาย encoding ในการครอบคลุมทุกภาษาในกลุ่ม. หรือแม้แต่ในภาษาเดี่ยว เช่น ภาษาอังกฤษ ก็ไม่มี encoding ใดที่เพียงพอสำหรับทุกตัวอักษร, เครื่องหมายวรรคตอน และสัญลักษณ์ทางเทคนิคที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

ระบบ encoding เหล่านี้ยังขัดแย้งซึ่งกันและกัน. นั่นก็คือ, ในสอง encoding สามารถใช้หมายเลขเดียวกันสำหรับตัวอักขระสองตัวที่แตกต่างกัน, หรือใช้หมายเลขต่างกันสำหรับอักขระตัวเดียวกัน ในระบบคอมพิวเตอร์ (โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์) ต้องมีการสนับสนุนหลาย encoding; และเมื่อข้อมูลที่ผ่านไปมาระหว่างการเข้ารหัส หรือแพล็ตฟอร์มที่ต่างกัน, ข้อมูลนั้นจะเสี่ยงต่อการผิดพลาดเสียหาย

Unicode จะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด!

Unicode กำหนดหมายเลขเฉพาะสำหรับแต่ละอักขระ, โดยไม่สนใจว่าเป็นแพล็ตฟอร์มใด, ไม่ขึ้นกับว่าจะเป็นโปรแกรมใดและไม่ว่าจะเป็นภาษาใด. มาตรฐาน Unicode ได้ถูกนำไปใช้โดยผู้นำในอุตสาหกรรม เช่น Apple, HP, IBM, JustSystem, Microsoft, Oracle, SAP, Sun, Sybase, Unisys และอื่นๆ อีกมาก. Unicode เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมาตรฐานใหม่ๆ เช่น XML, Java, ECMAScript (JavaScript), LDAP, CORBA 3.0, WML ฯลฯ., และเป็นแนวทางอย่างเป็นทางการในการทำ ISO/IEC 10646. Unicode ได้รับการสนับสนุนในระบบปฏิบัติการจำนวนมาก, บราวเซอร์ใหม่ๆ ทกตัว, และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมาก. การเกิดขึ้นของ Unicode Standard และทูลส์ต่างๆ ที่มีในการสนับสนุน Unicode, เป็นหนึ่งในแนวโน้มทางเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ระดับโลก ที่มีความสำคัญที่สุด

การรวม Unicode เข้าไปในระบบไคลเอ็นต์-เซิร์ฟเวอร์ หรือแอ็พพลิเคชันแบบ multi-tiered และเว็บไซต์ จะทำให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการใช้ชุดอักขระแบบเดิม. Unicode ทำให้ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์หนึ่งเดียว หรือเว็บไซต์แห่งเดียว รองรับได้หลายแพล็ตฟอร์ม, หลายภาษาและหลายประเทศโดยไม่ต้องทำการรื้อปรับระบบ. Unicode ยังทำให้ข้อมูลสามารถเคลื่อนย้ายไปมาในหลายๆ ระบบโดยไม่เกิดความผิดพลาดเสียหาย

เกี่ยวกับ Unicode Consortium

Unicode Consortium เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนา, ขยายและส่งเสริมการใช้ Unicode Standard, ซึ่งกำหนดรูปแบบการแทนค่าของข้อความในผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ และมาตรฐานใหม่ๆ สมาชิกของสมาคมเป็นตัวแทนจากบริษัท และองค์กรในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และการประมวลผลสารสนเทศ. สมาคมได้รับการสนับสนุนทางการเงิน ผ่านทางค่าธรรมเนียมของการเป็นสมาชิกเท่านั้น สมาชิกภาพของ Unicode Consortium เปิดกว้างสำหรับองค์กรหรือบุคคลใดๆ ในโลกที่ต้องการสนับสนุน Unicode Standard และช่วยเหลือการขยายตัวและการนำ Unicode ไปใช้งาน

[e1]สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม, ให้ดูที่ Glossary, Sample Unicode-Enabled Products, Technical Introduction และ Useful Resources
edit @ 2005/11/16 15:07:12
edit @ 2006/04/20 14:17:00
edit @ 2007/01/17 16:51:16

วันนี้ คุณเขียนบล็อกแล้วรึยัง หรือ คุณอ่านบล็อกของหรือเปล่า?

เป็นคำถามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมของคนอินเทอร์เน็ตมานานหลายปีแล้ว จากที่เคยได้ยินคำว่า "แชทรูม" และ "เว็บบอร์ด" บริการบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีจำนวนผู้ใช้งาน มากพอสมควร และถือว่ามีอิทธิพลต่อสังคมในปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการแสดงความคิดเห็น ที่ไม่จำกัด ไม่ต้องเปิดเผยตัว แต่ขณะนี้ เมื่อปัญหาในการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากขึ้น เสรีภาพในการใช้งานเริ่มถูกจำกัด ผู้ใช้งานเว็บบอร์ด และแชทรูม ไม่สามารถแสดงความเห็นชนิดสุดโต่ง หรือ มุมมองความเห็นที่จัดจ้านได้อีกต่อไป

ตามคำจำกัดความแล้ว เว็บล็อก หรือ บล็อก "weblog / blog" คือ เว็บไซต์ชนิดหนึ่งที่มี entries หรือการแก้ไขที่ถูกลงเวลา ตามวันที่ถูกแก้ไขการจัดเก็บข้อมูล รวมๆแล้ว weblog ที่ได้รับความนิยมก็จะเป็น weblog ที่มีข้อมูล (content) ดี ที่ทำให้คนติดใจต้องกลับมาติดตามอ่านทุกครั้ง ที่มีการอัพเดท หรือโพสต์เพิ่มเติม คนทั่วไปส่วนมาก มักจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ blog นอกจากคำจำกัดความข้างต้น โดยทั่วไปแล้ว blog จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า เว็บไซต์ทั่วไป weblog จะถูกสร้างขึ้นจากคนๆเดียว และข้อมูลที่เขียนก็จะมาจากคนๆเดียว เป็นเรื่องที่เขียนถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคนๆนั้นเท่านั้น

ข้อมูลเว็บไซต์ต่างประเทศ http://newhome.weblogs.com/historyOfWeblogs ระบุว่า weblog จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้คนธรรมดาทั่วไปทุกคน ได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านสื่อใดๆ ที่อาจจะคอยกลั่นกรองเรื่องราว เพียงเพราะว่าสิ่งนั้นๆ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ในสังคม หรืออาจจะไม่มี "เนื้อที่" อาทิ "หน้ากระดาษ" ถ้าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร และ เวลา ถ้าเป็นสื่อวิทยุหรือโทรทัศน์ เพียงพอที่จะผ่านสื่อนั้นออกไป

blog จึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ในที่ๆคนทั่วไปไม่เชื่อใจในการทำงาน ของสื่อสารมวลชน เช่น ในประเทศที่ประชาชนทั่วไปเชื่อว่า เนื้อหาต่างๆถูกควบคุม หรือ เซ็นเซอร์ อาทิ จีน เกาหลีเหนือ หรือในประเทศที่ประชาชนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เชื่อมั่นในความเชื่อของตัวเอง อย่างสหรัฐอเมริกา เนื่องจากใครก็ได้สามารถสร้าง blog ขึ้นมาได้ โดยขณะนี้ สามารถทำบล็อกได้ฟรีๆ จากหลายเว็บไซต์ เท่านี้ทุกๆคนสามารถเป็น "สื่อ" ได้ด้วยตัวเอง

นักเล่นบล็อกผู้ใช้นามว่า Knot 3G แสดงความเห็นว่า การเขียน blog ที่เป็นลักษณะ diary ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างไร เพียงแต่ถ้าคนๆนั้น อยากจะให้ blog รับความนิยมมากขึ้น เค้าคนนั้นควรจะหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ แล้วแสดงความคิดเห็นในมุมมองของตัวเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ มากกว่าที่จะบอกว่า "วันนี้...ฉันทำนี้ๆ...แล้วก็นอน" ดังนั้น ความเป็นตัวตนของนักบล็อกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจาก blog เป็นการติดต่อระหว่าง 2 ฝ่ายที่มีกระแสตอบรับกันได้อย่างทันที ทั้งนี้ blog ส่วนใหญ่จะรับความเห็นตอบกลับจากคนอ่านได้ทันที

Knot 3G ยกตัวอย่างว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย เขาก็สามารถแสดงความคิดเห็นกลับได้ถ้าต้องการ ถือเป็นการสื่อสารที่เป็นส่วนตัว มากกว่าการที่เราจะต้องเขียนจดหมายไปหาบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์หรือ นิตยสาร เพื่อจะออกความเห็นว่าเราไม่เห็นด้วยในเรื่องนั้นๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า บรรณาธิการจะลงความเห็นทางด้านของเราในบทบรรณาธิการหรือไม่

Knot 3G อธิบายอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ blog เป็นอะไรที่ส่วนตัวมากกว่าก็คือ ความเป็นตัวของตัวเอง ถ้าคนอ่านเค้าไม่เข้าใจว่าเราเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงคิดแบบนั้น ก็จะติดต่อสื่อสารกันแบบเข้าใจไม่ได้ นัก blog ที่คอยปิดบังตัวของตัวเองจะมีปัญหา เรื่องการ blog มาก เพราะสุดท้ายจะไม่มีอะไรให้เขียน เพราะเค้าจะไม่ไม่มีความเห็นใดๆที่น่าสนใจแตกต่างจากคนอื่น อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญในเรื่อง blog ก็คือการ link ไปยัง site อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ที่นักบล็อกพูดถึง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ http://en.wikipedia.org/wiki/Weblog ระบุว่า blog ได้รับความนิยมมากก็เพราะว่ามันเป็นสื่ออินเตอร์แอ็คทีฟ ถ้าอ่านเรื่องอะไรอยู่แล้วอยากรู้รายระเอียดมากขึ้น ผู้อ่านก็สามารถ click ไปยังเว็บไซต์อื่นที่เกี่ยวข้องดูว่า คนอื่นเขียนอะไรว่าอย่างไร นัก blog บางส่วนไม่ยอมใช้ข้อดีของ อินเทอร์เน็ตแบบ hypertext ทำให้ blog ของคนๆนั้นดูน่าเบื่อ เพราะว่าจะมีแต่ตัวหนังสือ ไม่มีสิ่งที่จะคอยดึงความสนใจ ในยุคนี้ที่ blog เริ่มจะได้รับความนิยม เมื่อใดที่มีข้อมูลใดที่น่าสนใจเขียนไว้ในที่ blog ใด blog หนึ่ง blog นั้นจะถูก link ต่อกันไปเรื่อยๆ ทำให้ข่าวสารต่างๆ เดินทางกระจายไปใน กลุ่มนัก blog (blogoshere) ได้อย่างรวดเร็ว ถ้านักบล็อกมีเนื้อหาที่น่าสนใจจริง blog ต่างๆก็จะคอย link มาหาทำให้ได้รับความนิยมไปเอง

นายปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณทิต เซ็นเตอร์ จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ กระปุก ดอทคอม อธิบายถึงการเกิดบริการบล็อกในประเทศไทยว่า ในปี 2547 ทาง Kapook.com เป็นเว็บแรกที่เลือกนำเอา blog มาให้คนไทยได้ใช้งานกันเป็นที่แรก โดยได้กับแจ้งสมาชิกว่า blog นี้มีอิสระใครอยากเขียนเรื่องอะไรก็ได้ เนื่องจาก blog ให้อิสระในการเขียนเรื่องอะไรก็ได้ตามใจ และโดยที่มันสะท้อนบุคลิกของผู้เขียน ถ้าคนไหนเป็นคนตลกๆ ก็จะเขียนออกมาได้สนุกสนาน น่าอ่าน ใครชอบเล่าเรื่องส่วนตัวก็ทำได้ ใครชอบเลี้ยงสุนัขจะเล่าเรื่องหมาของตัวเองทุกวันเลยก็ได้

เจ้าของเว็บไซต์กระปุก ดอทคอม อธิบายอีกว่า ถ้านักบล็อกคนไหนชอบด้านวิชาการหน่อย จะเขียนบล็อกออกแนวจริงจังก็ไม่มีใครว่ากัน เช่น ในปี 2544 มีความนิยมเขียน blog เรื่องสงครามในอิรัคกันมาก เกิด War blogger ขึ้น หลายคนเขียน blog จากในสนามรบมีจรวดบินผ่านหัวเลยก็มี จะเห็นได้ว่า blog มีจุดเด่นที่ แต่ละคนเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ มีอิสระกันได้มาก สนุกสนาน ไม่เป็นทางการก็ยังได้ แต่ต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

เมื่อฟังดังนี้หลายคนอาจยังสงสัยว่า แล้ว Blog ต่างจาก ไดอารี่ ออนไลน์ ที่ให้บริการกันอยู่ในขณะนี้อย่างไรบ้าง ผู้ที่จะมาไขข้อสงสัยนี้ให้กระจ่าง คือ คนที่อยู่ใกล้ชิดกับไดอารีออนไลน์มากที่สุด

ได้แก่ นายชนกสุ กาญจนพรพงศ์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ ไดอารี่ฮับ ดอทคอม อธิบายไว้ว่า ประเด็นนี้อยู่ที่ว่าคนทำเว็บ Blog ต้องชัดเจนในตัวเองมากกว่านี้ เพราะคนทำเว็บไดอารี่นั้น ชัดเจนในตัวเองมานานแล้ว ไดอารี่ก็คือ ไดอารี่คงไม่เหมือนกับ Blog อยู่แล้ว แต่อย่าเอา Blog มาเผยแพร่ผิดๆ ด้วยการบอกว่าบล็อกเหมือนไดอารี่ เพราะไดอารี่เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความอ่อนโยน ละเมียดละไม รวมถึง การมีเพลงประกอบในงานเขียน ก็ถือเป็นสีสันหนึ่งที่ทำให้ ไดอารี่ออนไลน์ต่างจากไดอารี่แบบที่เขียนในสมุดบันทึก

เว็บมาสเตอร์ ไดอารี่ฮับ แสดงความเห็นด้วยว่า สำหรับ งานเขียนใน Blog มีลักษณะค่อนข้างจริงจัง เน้นให้ข้อเท็จจริงมากกว่าความเร้าอารมณ์ แล้วถ้าให้ Blog มีใส่เพลงได้ ตนมองว่ามันดูลิเกมากๆและชวนให้รู้สึกขัดเขินเหลือเกิน ถ้าฝรั่งต้นกำเนิด Blog มาเห็นเข้า คงทำหน้าแปลกๆ แล้วอุทานออกมาว่า "นี่มันอะไรกันเนี่ย" ดังนั้น สรุปคือ ที่ผ่านมามีการสร้างกระแสให้คนเข้าใจคำว่า Blog ในทางที่ผิดทำให้ คิดว่า Blog คือ Diary อีกรูปแบบหนึ่งทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย และหากจะเทียบว่าอะไรดีกว่าอะไร ก็ควรจะเทียบในสิ่งที่เป็นอย่างเดียวกัน เช่น "ส้มตำร้าน ก อร่อยกว่าร้าน ข" ไม่ใช่บอกว่า "กินส้มตำดีกว่ากินพิซซ่า"

อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่า จากมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับบล็อกที่เสนอมานี้ จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านที่จะได้เข้าใจบริการ "บล็อก" มากขึ้น และที่สำคัญด้วยแนวคิดของบล็อกจะทำให้คนบนอินเทอร์เน็ต มีพื้นที่ในการแสดงความเห็นใหม่ที่เป็นส่วนตัว แต่เพื่อนๆสามารถเข้ามาชม และแลกเปลี่ยนลิ้งค์กันได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้บล็อกต่างๆ มีความรู้ด้านวิชาการ เนื้อหาสาระ และคนเขียนที่จริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้

อยากเห็นคนเก่งๆมีความรู้แน่นๆ มาถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นบ้าง เพราะความรู้เก็บไว้กับตัวเองก็ต้องตายไปกับตัวเอง หากแต่เอาความรู้ที่มีอยู่มาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ก็อาจสร้างชุมชนความรู้แบบออนไลน์ที่ใครก็อ่านได้เช่นกัน เพราะ "บล็อก" ไม่ได้ แปลว่า "ปิดกัน" หรือกำหนดว่าต้องเขียนเรื่องอะไร พื้นที่แห่งนี้มีเสรีภาพ และอิสระทางความคิดที่เปิดกว้างรอแล้ว เพียงแต่คุณจะใช้หรือไม่เท่านั้นเอง

จาก www.thairath.co.th

จุลดิส รัตนคำแปง

itdigest@thairath.co.th
edit @ 2005/04/26 19:49:26

Pixel กับ dpi คืออะไร

posted on 30 Mar 2005 10:26 by chuang
ถาม

1) ความละเอียดของภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล (Pixel) กับการตั้งค่าความละเอียดในการนำไปใช้งาน (dpi) เช่น อัดภาพ หรือนำไปใช้ในงานสิ่งพิมพ์ มีความแตกต่างและสัมพันธ์กันอย่างไร

2) ภาพถ่ายจากกล้องดิจิตอล เราจะทราบได้อย่างไรว่าถ่ายมาด้วยความละเอียดเท่าไหร่

3) เมื่อนำมาเปิดโดยโปรแกรม Photoshop เช็คดูความละเอียดที่คำสั่ง ImageSize มีค่า 72 dpi ทุกที

4) หากมีการ resize ภาพดิจิตอล ความละเอียดของภาพ (Pixel) จะเปลี่ยนไปอย่างไร มีผลต่อความคมชัดของรูปหรือไม่ แต่ถ้านำไปย่อ/ขยายในโปรแกรมอื่น (เช่น PageMaker Illustrator) จะให้ผลลัพธ์อย่างไร

จากคุณ : eku2499 -[ 29 มี.ค. 48 - 21:29:21 ]

ตอบ

1. PIxel คือเม็ดสี่เหลี่ยมเล็กๆ 1 เม็ด = 1 Pixel กล้อง 5 MP หมายความว่าเมื่อถ่ายภาพที่ความละเอียดสูงสุด (ที่กล้องสามารถจะถ่ายได้) จะได้เม็ด Pixel 5 ล้านเม็ด เช่นในกล้อง Powershot G 5 ถ่ายที่ความละเอียดสูงสุดจะได้รูปขนาด 2592 x 1944 Pixel ดังนั้น 2592 x 1944 =5,038,848 Pixel, dpi คือ จุดในพื้นที่ขนาด 1 นิ้ว 300 dpi หมายถึง ในพื้นที่ 1 ตารางนิ้วจะมีเม็ด Pixel เรียงกันอยู่ 300 x 300 เม็ด ดังนั้นไม่ว่าจะเตรียมไฟล์งานไปใช้ทำอะไรก็แล้วแต่ ต้องรู้ว่าเราจะใช้ความละเอียดเท่าไหร่ เช่น งานพิมพ์ใช้ 300 dpi อัดรูปใช้ 300 dpi, Inkjet ภาพใหญ่ๆ ใช้ 50 dpi ใช้แสดงผลทางหน้าจอ (เช่น Website) ใช้ 72 dpi ฯลฯ ทีนี้เราจะทราบความสัมพันธ์ได้อย่างไร ?? ลองคำนวนง่ายๆ ครับ เช่นเราต้องการอัดรูปที่ขนาด 8"x10" และใช้ความละเอียดที่ 300 dpi ก็ให้เอา 8 x 300 และ 10 x 300 ก็จะได้ 2400 และ 3000 คือขนาดด้านกว้่างและยาวที่เป็นหน่วย Pixel และเอาขนาดตรงนี่มาคูณกันอีกที 2400 x 3000 =7,200,000 Pixel ดังนั้นถ้าจะอัดรูปที่ 8" x 10'' ที่ 300 dpi ต้องใช้กล้อง Digital ที่มีความละเอียด 7.2 MP ในที่นี้หมายความว่าเรา Output ที่ 300 dpi นะครับ ถ้าเราใช้ความละเอียดต่ำกว่านี้ เราไม่ต้องใช้ถึง 7.2 MP ก็ได้ แต่คุณภาพก็จะด้อยลงไปตามระดับความละเอียด

2. อยู่ในข้อ 1 แล้ว แต่มันยังมีเรื่องของ Interpulate อีก คือการเพิ่มความละเอียดโดยใช้ Software (ไม่ใช้มาจาก Image Sensor ของกล้องโดยตรง) นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีของ Foveon ที่ Image Sensor นำค่าความละเอียดที่มาจาก Filter ในแต่ละสี RGB มาคูณกันอีก = X3 ซึ่งเป็นกล้องของ Sigma ฯลฯ...มันมีมากจนพิมพ์ไม่ไหว

3. 72 dpi คือค่าความละเอียดของจอ Monitor ดังนั้นใน Photoshop กด option+command+ 0 จะเป็นการแสดงค่า Actual pixels ที่ 72 dpi เสมอ

4. ข้อนี้ผมขอสรุปเลยว่า ความละเอียดที่แท้จริงคือจำนวน Pixel การบอกแค่ว่าความละเอียดเท่าไหร่ (dpi) หรือบอกเป็นจำนวน MB มันอาจจะคลาดเคลื่อนได้ (สำหรับมือใหม่) ดังนั้นถ้าจะบอก dpi ต้องระบุขนาด Output ด้วย หรือถ้าจะบอก MB มันก็อาจจะต้องระบุไปอีกว่าเป็น RGB หรือ CMYK จัดเก็บในสกุลที่ Compress รึเปล่า?? แต่ถ้าเรากำหนดเป็น Pixel เช่น 8 MP หรือ 2400 x 3500 Pixel จริงๆ แล้วคำตอบข้อนี้มันไม่ตรงคำถามคุณ แต่ถ้าคุณหลับตาแล้วเห็นภาพได้ว่า ในงานนั้นๆ มี Pixel อัดกันอยู่กี่เม็ด...ด้านกว้างก็เม็ด...ด้านยาวกี่เม็ด..และใน 1 ตารางนิ้วมันอัดกันหนาแน่นแค่ไหน ตรงกับความต้องการของคุณรึเปล่า...ไม่ว่าจะทำงานบนโปรแกรมอะไรก็ชิวครับ

จากคุณ : Ngakoya - [ 29 มี.ค. 48 22:50:05]

(จำไม่ได้ว่ามาจากไหนครับเลยลงเครดิตไม่ได้)
edit @ 2005/11/16 15:20:27
edit @ 2005/11/16 15:20:55