วันนี้ คุณเขียนบล็อกแล้วรึยัง หรือ คุณอ่านบล็อกของหรือเปล่า?
เป็นคำถามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมของคนอินเทอร์เน็ตมานานหลายปีแล้ว จากที่เคยได้ยินคำว่า "แชทรูม" และ "เว็บบอร์ด" บริการบนอินเทอร์เน็ตที่เป็นการสื่อสารอีกรูปแบบหนึ่ง ที่มีจำนวนผู้ใช้งาน มากพอสมควร และถือว่ามีอิทธิพลต่อสังคมในปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการแสดงความคิดเห็น ที่ไม่จำกัด ไม่ต้องเปิดเผยตัว แต่ขณะนี้ เมื่อปัญหาในการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากขึ้น เสรีภาพในการใช้งานเริ่มถูกจำกัด ผู้ใช้งานเว็บบอร์ด และแชทรูม ไม่สามารถแสดงความเห็นชนิดสุดโต่ง หรือ มุมมองความเห็นที่จัดจ้านได้อีกต่อไป
ตามคำจำกัดความแล้ว เว็บล็อก หรือ บล็อก "weblog / blog" คือ เว็บไซต์ชนิดหนึ่งที่มี entries หรือการแก้ไขที่ถูกลงเวลา ตามวันที่ถูกแก้ไขการจัดเก็บข้อมูล รวมๆแล้ว weblog ที่ได้รับความนิยมก็จะเป็น weblog ที่มีข้อมูล (content) ดี ที่ทำให้คนติดใจต้องกลับมาติดตามอ่านทุกครั้ง ที่มีการอัพเดท หรือโพสต์เพิ่มเติม คนทั่วไปส่วนมาก มักจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือ blog นอกจากคำจำกัดความข้างต้น โดยทั่วไปแล้ว blog จะมีความเป็นส่วนตัวมากกว่า เว็บไซต์ทั่วไป weblog จะถูกสร้างขึ้นจากคนๆเดียว และข้อมูลที่เขียนก็จะมาจากคนๆเดียว เป็นเรื่องที่เขียนถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของคนๆนั้นเท่านั้น
ข้อมูลเว็บไซต์ต่างประเทศ http://newhome.weblogs.com/historyOfWeblogs ระบุว่า weblog จะเป็นอีกก้าวหนึ่งของอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้คนธรรมดาทั่วไปทุกคน ได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านสื่อใดๆ ที่อาจจะคอยกลั่นกรองเรื่องราว เพียงเพราะว่าสิ่งนั้นๆ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ในสังคม หรืออาจจะไม่มี "เนื้อที่" อาทิ "หน้ากระดาษ" ถ้าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร และ เวลา ถ้าเป็นสื่อวิทยุหรือโทรทัศน์ เพียงพอที่จะผ่านสื่อนั้นออกไป
blog จึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ในที่ๆคนทั่วไปไม่เชื่อใจในการทำงาน ของสื่อสารมวลชน เช่น ในประเทศที่ประชาชนทั่วไปเชื่อว่า เนื้อหาต่างๆถูกควบคุม หรือ เซ็นเซอร์ อาทิ จีน เกาหลีเหนือ หรือในประเทศที่ประชาชนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง เชื่อมั่นในความเชื่อของตัวเอง อย่างสหรัฐอเมริกา เนื่องจากใครก็ได้สามารถสร้าง blog ขึ้นมาได้ โดยขณะนี้ สามารถทำบล็อกได้ฟรีๆ จากหลายเว็บไซต์ เท่านี้ทุกๆคนสามารถเป็น "สื่อ" ได้ด้วยตัวเอง
นักเล่นบล็อกผู้ใช้นามว่า Knot 3G แสดงความเห็นว่า การเขียน blog ที่เป็นลักษณะ diary ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างไร เพียงแต่ถ้าคนๆนั้น อยากจะให้ blog รับความนิยมมากขึ้น เค้าคนนั้นควรจะหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ แล้วแสดงความคิดเห็นในมุมมองของตัวเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ มากกว่าที่จะบอกว่า "วันนี้...ฉันทำนี้ๆ...แล้วก็นอน" ดังนั้น ความเป็นตัวตนของนักบล็อกจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เนื่องจาก blog เป็นการติดต่อระหว่าง 2 ฝ่ายที่มีกระแสตอบรับกันได้อย่างทันที ทั้งนี้ blog ส่วนใหญ่จะรับความเห็นตอบกลับจากคนอ่านได้ทันที
Knot 3G ยกตัวอย่างว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย เขาก็สามารถแสดงความคิดเห็นกลับได้ถ้าต้องการ ถือเป็นการสื่อสารที่เป็นส่วนตัว มากกว่าการที่เราจะต้องเขียนจดหมายไปหาบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์หรือ นิตยสาร เพื่อจะออกความเห็นว่าเราไม่เห็นด้วยในเรื่องนั้นๆ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า บรรณาธิการจะลงความเห็นทางด้านของเราในบทบรรณาธิการหรือไม่
Knot 3G อธิบายอีกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ blog เป็นอะไรที่ส่วนตัวมากกว่าก็คือ ความเป็นตัวของตัวเอง ถ้าคนอ่านเค้าไม่เข้าใจว่าเราเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงคิดแบบนั้น ก็จะติดต่อสื่อสารกันแบบเข้าใจไม่ได้ นัก blog ที่คอยปิดบังตัวของตัวเองจะมีปัญหา เรื่องการ blog มาก เพราะสุดท้ายจะไม่มีอะไรให้เขียน เพราะเค้าจะไม่ไม่มีความเห็นใดๆที่น่าสนใจแตกต่างจากคนอื่น อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญในเรื่อง blog ก็คือการ link ไปยัง site อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ที่นักบล็อกพูดถึง
ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ http://en.wikipedia.org/wiki/Weblog ระบุว่า blog ได้รับความนิยมมากก็เพราะว่ามันเป็นสื่ออินเตอร์แอ็คทีฟ ถ้าอ่านเรื่องอะไรอยู่แล้วอยากรู้รายระเอียดมากขึ้น ผู้อ่านก็สามารถ click ไปยังเว็บไซต์อื่นที่เกี่ยวข้องดูว่า คนอื่นเขียนอะไรว่าอย่างไร นัก blog บางส่วนไม่ยอมใช้ข้อดีของ อินเทอร์เน็ตแบบ hypertext ทำให้ blog ของคนๆนั้นดูน่าเบื่อ เพราะว่าจะมีแต่ตัวหนังสือ ไม่มีสิ่งที่จะคอยดึงความสนใจ ในยุคนี้ที่ blog เริ่มจะได้รับความนิยม เมื่อใดที่มีข้อมูลใดที่น่าสนใจเขียนไว้ในที่ blog ใด blog หนึ่ง blog นั้นจะถูก link ต่อกันไปเรื่อยๆ ทำให้ข่าวสารต่างๆ เดินทางกระจายไปใน กลุ่มนัก blog (blogoshere) ได้อย่างรวดเร็ว ถ้านักบล็อกมีเนื้อหาที่น่าสนใจจริง blog ต่างๆก็จะคอย link มาหาทำให้ได้รับความนิยมไปเอง
นายปรเมศวร์ มินศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัณทิต เซ็นเตอร์ จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ กระปุก ดอทคอม อธิบายถึงการเกิดบริการบล็อกในประเทศไทยว่า ในปี 2547 ทาง Kapook.com เป็นเว็บแรกที่เลือกนำเอา blog มาให้คนไทยได้ใช้งานกันเป็นที่แรก โดยได้กับแจ้งสมาชิกว่า blog นี้มีอิสระใครอยากเขียนเรื่องอะไรก็ได้ เนื่องจาก blog ให้อิสระในการเขียนเรื่องอะไรก็ได้ตามใจ และโดยที่มันสะท้อนบุคลิกของผู้เขียน ถ้าคนไหนเป็นคนตลกๆ ก็จะเขียนออกมาได้สนุกสนาน น่าอ่าน ใครชอบเล่าเรื่องส่วนตัวก็ทำได้ ใครชอบเลี้ยงสุนัขจะเล่าเรื่องหมาของตัวเองทุกวันเลยก็ได้
เจ้าของเว็บไซต์กระปุก ดอทคอม อธิบายอีกว่า ถ้านักบล็อกคนไหนชอบด้านวิชาการหน่อย จะเขียนบล็อกออกแนวจริงจังก็ไม่มีใครว่ากัน เช่น ในปี 2544 มีความนิยมเขียน blog เรื่องสงครามในอิรัคกันมาก เกิด War blogger ขึ้น หลายคนเขียน blog จากในสนามรบมีจรวดบินผ่านหัวเลยก็มี จะเห็นได้ว่า blog มีจุดเด่นที่ แต่ละคนเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ มีอิสระกันได้มาก สนุกสนาน ไม่เป็นทางการก็ยังได้ แต่ต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
เมื่อฟังดังนี้หลายคนอาจยังสงสัยว่า แล้ว Blog ต่างจาก ไดอารี่ ออนไลน์ ที่ให้บริการกันอยู่ในขณะนี้อย่างไรบ้าง ผู้ที่จะมาไขข้อสงสัยนี้ให้กระจ่าง คือ คนที่อยู่ใกล้ชิดกับไดอารีออนไลน์มากที่สุด
ได้แก่ นายชนกสุ กาญจนพรพงศ์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ ไดอารี่ฮับ ดอทคอม อธิบายไว้ว่า ประเด็นนี้อยู่ที่ว่าคนทำเว็บ Blog ต้องชัดเจนในตัวเองมากกว่านี้ เพราะคนทำเว็บไดอารี่นั้น ชัดเจนในตัวเองมานานแล้ว ไดอารี่ก็คือ ไดอารี่คงไม่เหมือนกับ Blog อยู่แล้ว แต่อย่าเอา Blog มาเผยแพร่ผิดๆ ด้วยการบอกว่าบล็อกเหมือนไดอารี่ เพราะไดอารี่เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความอ่อนโยน ละเมียดละไม รวมถึง การมีเพลงประกอบในงานเขียน ก็ถือเป็นสีสันหนึ่งที่ทำให้ ไดอารี่ออนไลน์ต่างจากไดอารี่แบบที่เขียนในสมุดบันทึก
เว็บมาสเตอร์ ไดอารี่ฮับ แสดงความเห็นด้วยว่า สำหรับ งานเขียนใน Blog มีลักษณะค่อนข้างจริงจัง เน้นให้ข้อเท็จจริงมากกว่าความเร้าอารมณ์ แล้วถ้าให้ Blog มีใส่เพลงได้ ตนมองว่ามันดูลิเกมากๆและชวนให้รู้สึกขัดเขินเหลือเกิน ถ้าฝรั่งต้นกำเนิด Blog มาเห็นเข้า คงทำหน้าแปลกๆ แล้วอุทานออกมาว่า "นี่มันอะไรกันเนี่ย" ดังนั้น สรุปคือ ที่ผ่านมามีการสร้างกระแสให้คนเข้าใจคำว่า Blog ในทางที่ผิดทำให้ คิดว่า Blog คือ Diary อีกรูปแบบหนึ่งทั้งๆที่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย และหากจะเทียบว่าอะไรดีกว่าอะไร ก็ควรจะเทียบในสิ่งที่เป็นอย่างเดียวกัน เช่น "ส้มตำร้าน ก อร่อยกว่าร้าน ข" ไม่ใช่บอกว่า "กินส้มตำดีกว่ากินพิซซ่า"
อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่า จากมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับบล็อกที่เสนอมานี้ จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านที่จะได้เข้าใจบริการ "บล็อก" มากขึ้น และที่สำคัญด้วยแนวคิดของบล็อกจะทำให้คนบนอินเทอร์เน็ต มีพื้นที่ในการแสดงความเห็นใหม่ที่เป็นส่วนตัว แต่เพื่อนๆสามารถเข้ามาชม และแลกเปลี่ยนลิ้งค์กันได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้บล็อกต่างๆ มีความรู้ด้านวิชาการ เนื้อหาสาระ และคนเขียนที่จริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้
อยากเห็นคนเก่งๆมีความรู้แน่นๆ มาถ่ายทอดความรู้แก่ผู้อื่นบ้าง เพราะความรู้เก็บไว้กับตัวเองก็ต้องตายไปกับตัวเอง หากแต่เอาความรู้ที่มีอยู่มาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ก็อาจสร้างชุมชนความรู้แบบออนไลน์ที่ใครก็อ่านได้เช่นกัน เพราะ "บล็อก" ไม่ได้ แปลว่า "ปิดกัน" หรือกำหนดว่าต้องเขียนเรื่องอะไร พื้นที่แห่งนี้มีเสรีภาพ และอิสระทางความคิดที่เปิดกว้างรอแล้ว เพียงแต่คุณจะใช้หรือไม่เท่านั้นเอง
จาก www.thairath.co.th
จุลดิส รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.th
edit @ 2005/04/26 19:49:26